ข่าวประชาสัมพันธ์สำนักงาน ก.พ.

การปฐมนิเทศผู้ได้รับทุน ODOS ระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี)
หนังสือสำนักงาน ก.พ.ที่ นร 1013.8.4/ 685 -859 เรื่อง นักเรียนทุนตามโครงการทุนศึกษาต่อของนักเรียนจากทุกอำเภอและกิ่งอำเภอในระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี) รุ่นที่ 2 ปีการศึกษา 2549
หนังสือสำนักงาน ก.พ.ที่ นร 1013.8.4/ พิเศษ ถึง ผู้ได้รับทุนตามโครงการทุนศึกษาต่อของนักเรียนจากทุกอำเภอและกิ่งอำเภอในระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี) รุ่นที่ 2 ปีการศึกษา 2549 ทุกท่าน
กำหนดการอบรมปฐมนิเทศผู้ได้รับทุนฯ ภาคกลาง
กำหนดการอบรมปฐมนิเทศผู้ได้รับทุนฯ ภาคเหนือ
กำหนดการอบรมปฐมนิเทศผู้ได้รับทุนฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
กำหนดการอบรมปฐมนิเทศผู้ได้รับทุนฯ ภาคใต้
คู่มือการเตรียมตัวก่อนเดินทางไปศึกษา ณ ต่างประเทศ และ ภาคผนวกคู่มือ
สัญญารับทุนรัฐบาล

ที่มา สำนักงาน ก.พ. www.ocsc.go.th

ประกาศผลผู้ได้รับทุน 1 อำเภอ 1 ทุน รุ่นที่ 2

ประกาศคณะกรรมการโครงการทุนศึกษาต่อของนักเรียนจากทุกอำเภอและกิ่งอำเภอในระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี)
เรื่อง ประกาศรายชื่อผู้ได้รับคัดเลือกให้รับทุนโครงการทุนศึกษาต่อของนักเรียนจากทุกอำเภอและกิ่งอำเภอในระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี) รุ่นที่ 2 (ปีการศึกษา 2549)

ตามที่ คณะกรรมการโครงการทุนศึกษาต่อของนักเรียนจากทุกอำเภอและกิ่งอำเภอในระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี) (โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน) ได้ประกาศรับสมัครผู้รับทุนโครงการทุนศึกษาต่อของนักเรียนจากทุกอำเภอและกิ่งอำเภอในระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี) (โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน) โดยกำหนดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2548 - 16 มกราคม 2549 กำหนดสอบข้อเขียนในวันที่ 29 มกราคม 2549 และกำหนดสอบสัมภาษณ์ในวันที่ 4 มีนาคม 2549 นั้น บัดนี้ การสอบข้อเขียนและสอบสัมภาษณ์ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว จึงขอประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกให้รับทุน ดังต่อไปนี้

รายชื่อผู้ได้รับคัดเลือกทุนการศึกษาโครงการหนึ่งอำเภอ หนึ่งทุนฯ
ที่มา กระทรวงศึกษาธิการ

ประกาศเกณฑ์การรับสมัคร 1 อำเภอ 1 ทุน (รุ่นที่ 2)

ประกาศคณะกรรมการโครงการทุนศึกษาต่อของนักเรียนจากทุกอำเภอและกิ่งอำเภอในระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี)เรื่อง การคัดเลือกผู้รับทุนรัฐบาลตามโครงการทุนศึกษาต่อของนักเรียนจากทุกอำเภอและกิ่งอำเภอในระดับอุดมศึกษา(ปริญญาตรี) รุ่นที่ 2 (ปีการศึกษา 2549)
ด้วยรัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับสำนักงาน ก.พ. กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ดำเนินโครงการทุนศึกษาต่อของนักเรียนจากทุกอำเภอและกิ่งอำเภอในระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี) (โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน) และคณะกรรมการโครงการทุนศึกษาต่อของนักเรียนจากทุกอำเภอและกิ่งอำเภอในระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี) จึงมีมติในคราวประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 2/2548 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2548 เพื่อพิจารณาหลักเกณฑ์และวิธีการในการคัดเลือกผู้รับทุนโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน จึงให้ประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกผู้รับทุน ดังนี้
คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับทุน
1.1 เป็นนักเรียนที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่าในปีการศึกษา 2547 หรือกำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่าในปีการศึกษา 2548 สายสามัญหรือสายอาชีพ โดยพิจารณาจากอำเภอ/กิ่งอำเภอที่สถานศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าตั้งอยู่เป็นเกณฑ์ในการสมัคร และต้องศึกษาอยู่ในสถานศึกษานั้นๆ เป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี นับถึงวันปิดรับสมัคร
1.2 กรณีผู้จบการศึกษานอกโรงเรียนจะต้องมีอายุไม่เกิน 25 ปี นับถึงวันปิดรับสมัคร และมีระยะเวลาศึกษาอย่างน้อย 1 ภาคเรียน การที่ผู้สมัครจะใช้สิทธิสมัครของอำเภอใด ให้พิจารณาที่ตั้งของสถานศึกษาที่ตนศึกษาอยู่ และให้มีหนังสือรับรองจากผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนที่ศึกษาอยู่ด้วย
1.3 ผู้สมัครจะต้องมีผลการเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.00 กรณีนักเรียนที่จบการศึกษาในปี 2547 ให้ใช้ผลการเรียนเฉลี่ย 6 ภาคการศึกษา ส่วนนักเรียนที่กำลังจะจบการศึกษาในปีการศึกษา 2548 นักเรียนสายสามัญให้ใช้ผลการเรียนเฉลี่ย 5 ภาคการศึกษา สำหรับผู้เรียนการศึกษานอกโรงเรียนที่คาดว่าจะสำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2548 ให้ใช้ผลการเรียนเฉลี่ยสะสมทุกภาคเรียนที่ผ่านมาก่อนภาคเรียนสุดท้ายที่จะจบการศึกษา ส่วนผู้เรียนการศึกษานอกโรงเรียนที่สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2547 ให้ใช้ผลการเรียนเฉลี่ยสะสมทุกภาคเรียน
1.4 เป็นผู้มีฐานะยากจน โดยครอบครัว ซึ่งหมายถึง บิดามารดารวมกัน หรือ ผู้ใช้อำนาจปกครองที่ให้การอุปการะ ในกรณีที่บิดามารดาไม่ใช่ผู้ปกครอง (ไม่นับรวมญาติพี่น้อง) มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาท ต่อปี (นับช่วงเวลาระหว่าง 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2547) ทั้งนี้จะต้องมีหลักฐานแสดงรายได้ ดังนี้
1.4.1 กรณีบิดามารดาหรือผู้ใช้อำนาจปกครองที่ให้การอุปการะมีเงินเดือนและรายได้ที่แน่นอน ให้ใช้ใบรับรองเงินเดือนเป็นหลักฐาน
1.4.2 กรณีที่บิดามารดาหรือผู้ใช้อำนาจปกครองที่ให้การอุปการะมีรายได้ไม่แน่นอน ต้องมีผู้รับรองรายได้เป็นลายลักษณ์อักษร จำนวน 3 คน ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบของผู้รับรองที่ต้องดำเนินการอย่างเปิดเผย โปร่งใส และตรวจสอบได้ ประกอบด้วย
1.4.2.1 สรรพากรอำเภอ หรือ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (กรณีอยู่นอกเขตเทศบาล) หรือ นายกเทศมนตรี (กรณีอยู่ในเขตเมือง) หรือผู้อำนวยการเขต กทม. (กรณีอยู่ในกรุงเทพมหานคร) โดยให้ยึดภูมิลำเนาของบิดามารดาหรือผู้ใช้อำนาจปกครองที่ให้การอุปการะเป็นเกณฑ์
1.4.2.2 ผู้บริหารสถานศึกษา
1.4.2.3 ครูประจำชั้น
1.4.3 กรณีบิดามารดาหย่าร้างหรือเสียชีวิต ให้พิจารณาจากรายได้ของผู้ใช้อำนาจปกครองที่ให้การอุปการะ หรือของตนเองในกรณีที่ไม่มีผู้ใช้อำนาจปกครองที่ให้การอุปการะ
1.5 ผู้สมัครต้องมีสัญชาติไทย มีความประพฤติดี และมีสุขภาพแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ เงื่อนไขสำหรับผู้รับทุน
2.1 ทุนการศึกษาที่ให้เป็นทุนศึกษาในระดับปริญญาตรี โดยผู้ได้รับทุนจะต้องศึกษาตามหลักสูตร และระยะเวลาที่ทางสถานศึกษากำหนด ทั้งนี้ผู้รับทุนที่เลือกศึกษาในประเทศจะอยู่ในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ส่วนผู้รับทุนที่เลือกศึกษาต่างประเทศจะอยู่ในความดูแลของสำนักงาน ก.พ. และกระทรวงการต่างประเทศ
2.2 กรณีที่ผู้รับทุนเลือกศึกษาต่อในประเทศให้ใช้ผลสอบคัดเลือกเข้าสถาบันอุดมศึกษาตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษากำหนด
2.3 หากผู้รับทุนที่เลือกศึกษาต่อต่างประเทศ ไม่สามารถสอบเข้าสถานศึกษาในระดับปริญญาตรีได้ สามารถเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาเป็นระดับอาชีวศึกษาตามความเหมาะสมและความสมัครใจของผู้รับทุน หรือเปลี่ยนมาศึกษาต่อในประเทศไทย โดยให้ติดต่อกับสำนักงาน ก.พ. และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
2.4 สำหรับผู้รับทุนที่เลือกศึกษาต่อในประเทศ หากประสงค์จะเปลี่ยนสาขาวิชา หรือเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษา ให้เป็นไปตามระเบียบของสถาบันอุดมศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนกำหนด
2.5 ผู้รับทุนที่ศึกษาต่อต่างประเทศ เมื่อสำเร็จการศึกษาตามระยะเวลาที่กำหนดแล้ว จะต้องเดินทางกลับประเทศไทยภายใน 20 วัน และจะต้องประกอบอาชีพในประเทศไทย ซึ่งผู้รับทุนสามารถเลือกปฏิบัติงานได้ทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนตามความต้องการของตนเอง
2.6 ในกรณีที่ผู้รับทุนที่เลือกศึกษาต่อต่างประเทศแต่ไม่กลับประเทศไทยหลังจบการศึกษา จะพิจารณาใช้มาตรการที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล การรับสมัคร
3.1 ผู้สมัครสามารถขอรับใบสมัครและยื่นใบสมัครได้ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่สถานศึกษาตั้งอยู่
3.2 หลักฐานในการสมัครได้แก่ - ผลการเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าโดยเฉลี่ย ตามรายละเอียดข้อ 1.3 - หลักฐานการรับรองรายได้ ตามข้อ 1.4 - ใบรับรองความประพฤติจากสถานศึกษา - สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน - รูปถ่ายขนาด 1 X 1.5 นิ้ว จำนวน 3 ใบ - เอกสารสำคัญในการเปลี่ยนชื่อและชื่อสกุล (ถ้ามี) - เอกสารสำคัญแสดงในกรณีบิดามารดาหย่าร้างหรือเสียชีวิต และหลักฐานอื่นๆ ที่แสดงถึงที่มาของผู้ใช้อำนาจปกครองที่ให้การอุปการะ การสอบคัดเลือก
4.1 การสอบข้อเขียน ให้สอบพร้อมกันทุกจังหวัด โดยใช้ข้อสอบกลาง ซึ่งประกอบด้วย ข้อสอบ วัดความรู้พื้นฐาน (คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ รวม 3 ชม.) และข้อสอบภาษาอังกฤษ (2 ชม.) สำหรับสถานที่สอบสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขต 1 ของแต่ละจังหวัดจะเป็นผู้กำหนด
4.2 ให้ศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดทำรายชื่อผู้สอบผ่านข้อเขียนที่ได้คะแนนสูงสุด 3 อันดับแรกของแต่ละอำเภอ (โดยจะต้องมีคะแนนผ่านไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60) เพื่อเข้าสอบสัมภาษณ์ กรณีที่มีผู้ได้คะแนนเท่ากันให้นับรวมเป็นอันดับเดียวกัน
4.3 การสอบสัมภาษณ์ ให้แต่ละสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำหนดสถานที่สอบและดำเนินการสอบสัมภาษณ์ โดยให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสัมภาษณ์ เกณฑ์การตัดสินจะกำหนดสัดส่วนคะแนน ดังนี้ คะแนนสอบข้อเขียนคิดเป็นร้อยละ 90 และคะแนนสอบสัมภาษณ์คิดเป็นร้อยละ 10 โดยผู้ที่ได้คะแนนรวมสูงสุดจะเป็นผู้ได้รับทุนของอำเภอ/กิ่งอำเภอ นั้นๆ
4.4 การประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกให้รับทุน กระทรวงศึกษาธิการจะประกาศตามสื่อต่างๆ การแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการรับสมัคร สอบคัดเลือก และตรวจข้อสอบ
5.1 คณะกรรมการรับสมัครให้เขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 175 เขต แต่งตั้งคณะกรรมการรับสมัครโดยให้เป็นไปตามระเบียบกฎเกณฑ์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม เปิดเผย และตรวจสอบได้
5.2 คณะกรรมการสอบข้อเขียนให้ศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดำเนินการออกข้อสอบข้อเขียนรับ-ส่งข้อสอบ สรรหาคณะกรรมการคุมสอบโดยประสานงานกับเขตพื้นที่การศึกษาตรวจข้อสอบ ประมวลผลข้อสอบ และส่งผลคะแนนสอบของผู้สอบได้คะแนนสูงสุดสามอันดับแรกของแต่ละจังหวัด พร้อมทั้งส่งรายชื่อผู้สอบได้ดังกล่าวให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อจัดสอบสัมภาษณ์
5.3 คณะกรรมการสอบสัมภาษณ์
5.3.1 สอบสัมภาษณ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยให้กระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อกำหนดแนวคำถามสำหรับสอบสัมภาษณ์
5.3.2 ให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาของแต่ละเขตเป็นประธานคณะกรรมการสอบสัมภาษณ์ โดยพิจารณาสรรหากรรมการสอบสัมภาษณ์จากสถาบันการศึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิตามความเหมาะสม เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม
5.4 คณะกรรมการจากส่วนกลางเพื่อรับเรื่องร้องเรียน ให้กระทรวงศึกษาธิการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน หรือให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการคัดเลือกผู้รับทุน ระยะเวลาดำเนินงานในการรับสมัครและสอบคัดเลือก
6.1 ประชาสัมพันธ์โครงการ 1 กันยายน - 31 ตุลาคม 2548
6.2 ดำเนินการรับสมัคร และตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร 1 พฤศจิกายน - 15 ธันวาคม 2548
6.3 ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ ธันวาคม 2548
6.4 สอบข้อเขียน มกราคม 2549
6.5 ประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านข้อเขียน มกราคม 2549
6.6 สอบสัมภาษณ์ กุมภาพันธ์ 2549
6.7 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับทุน มีนาคม 2549
6.8 ตรวจสอบคุณสมบัติเพื่อจัดกลุ่มก่อนเข้ารับการปฐมนิเทศ มีนาคม 2549
6.9 จัดให้นักเรียนทุนเข้าพบนายกรัฐมนตรีเพื่อรับโอวาท กลางเดือนมิถุนายน 2549
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
แก้ไขเพิ่มเติมประกาศเกณฑ์การรับสมัคร 1 อำเภอ 1 ทุน (รุ่นที่ 2)
ตามที่ คณะกรรมการโครงการทุนศึกษาต่อของนักเรียนจากทุกอำเภอและกิ่งอำเภอในระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี) (โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน) ได้มีประกาศคณะกรรมการฯ ลงวันที่ 20 กันยายน 2548 เรื่อง การคัดเลือกผู้รับทุนรัฐบาลตามโครงการทุนศึกษาต่อของนักเรียนจากทุกอำเภอและกิ่งอำเภอในระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี) รุ่นที่ 2 (ปีการศึกษา 2549) นั้น
1. ให้ยกเลิกข้อความในข้อ 1.1 ของคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับทุน และใช้ข้อความต่อไปนี้แทน
1.1 เป็นนักเรียนที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่าในปีการศึกษา 2547 หรือกำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่าในปีการศึกษา 2548 สายสามัญหรือสายอาชีพ โดยพิจารณาจากอำเภอ/กิ่งอำเภอที่สถานศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าตั้งอยู่เป็นเกณฑ์ในการสมัคร หรือต้องศึกษาอยู่ในสถานศึกษาในอำเภอ/กิ่งอำเภอนั้นๆ เป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี นับถึงวันปิดรับสมัคร
กรณีที่อำเภอ/กิ่งอำเภอใดไม่มีสถานศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า หรือมีสถานศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าแต่ไม่มีนักเรียนศึกษาอยู่ ให้ผู้ที่มีภูมิลำเนาตามทะเบียนราษฎร์อยู่ในอำเภอ/กิ่งอำเภอนั้นๆ มาเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี มีสิทธิสมัครรับทุนในอำเภอ/กิ่งอำเภอนั้นได้ โดยให้ใช้สิทธิสมัครรับทุนในอำเภอ/กิ่งอำเภอเดียวเท่านั้น
2. ให้ยกเลิกข้อความในข้อ 1.2 ของคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับทุน และใช้ข้อความต่อไปนี้แทน 1.2 กรณีผู้จบการศึกษานอกโรงเรียนจะต้องมีอายุไม่เกิน 25 ปี นับถึงวันปิดรับสมัคร และมีระยะเวลาศึกษาอย่างน้อย 1 ภาคเรียน การที่ผู้สมัครจะใช้สิทธิสมัครของอำเภอใด ให้พิจารณาที่ตั้งของสถานศึกษาที่ตนศึกษาอยู่ และให้มีหนังสือรับรองจากผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนที่ศึกษาอยู่ด้วย อนึ่ง สำหรับผู้สมัครที่ใช้วุฒิการศึกษานอกโรงเรียนสมัคร จะต้องไม่เคยจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่ามาก่อน
3. ให้คงข้อความในข้อ 3.2 ของการรับสมัคร และเพิ่มเติมหลักฐานในการสมัคร ดังนี้ - สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของบิดามารดา หรือผู้ใช้อำนาจปกครองที่ให้การอุปการะ
4. ให้ยกเลิกข้อความในข้อ 4.2 ของการสอบคัดเลือก และใช้ข้อความต่อไปนี้แทน 4.2 ให้ศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดทำรายชื่อผู้สอบผ่านข้อเขียน ที่ได้คะแนนสูงสุด 3 อันดับแรกของแต่ละอำเภอ เพื่อเข้าสอบสัมภาษณ์ กรณีที่มีผู้ได้คะแนนเท่ากันให้นับรวมเป็นอันดับเดียวกัน
5. ให้ยกเลิกข้อความในข้อ 4.3 ของการสอบคัดเลือก และใช้ข้อความต่อไปนี้แทน 4.3 การสอบสัมภาษณ์ ให้แต่ละสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำหนดสถานที่สอบและดำเนินการสอบสัมภาษณ์ โดยให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสัมภาษณ์ เกณฑ์การตัดสินจะกำหนดสัดส่วนคะแนน ดังนี้ คะแนนสอบข้อเขียนคิดเป็นร้อยละ 90 และคะแนนสอบสัมภาษณ์คิดเป็นร้อยละ 10 โดยผู้ที่ได้คะแนนรวมสูงสุดจะเป็นผู้ได้รับทุนของอำเภอ/กิ่งอำเภอ นั้นๆ กรณีที่ผู้สมัครได้คะแนนรวมเท่ากัน ให้ผู้ที่ได้คะแนนสอบสัมภาษณ์สูงกว่ามีสิทธิได้รับทุนก่อน ถ้าคะแนนสอบสัมภาษณ์เท่ากัน ให้ผู้ที่ได้คะแนนวิชาภาษาอังกฤษสูงกว่ามีสิทธิได้รับทุนก่อน ถ้าคะแนนสอบภาษาอังกฤษเท่ากันอีก ให้สัมภาษณ์ (เฉพาะผู้ได้คะแนนรวมเท่ากัน) เป็นภาษาอังกฤษอีกครั้งหนึ่ง และผู้ได้คะแนนสัมภาษณ์สูงกว่ามีสิทธิได้รับทุนก่อน
6. ให้เพิ่มเติมประกาศ ข้อ 4.5 ดังนี้ 4.5 ถ้าผู้มีสิทธิได้รับทุนสละสิทธิการรับทุน หรือถูกเพิกถอนการให้ทุน หรือไม่สามารถรับทุนได้ หรือปรากฏภายหลังว่าขาดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครสอบ จะพิจารณาให้ผู้ที่สอบแข่งขันได้ที่อยู่ในลำดับถัดไป และยังมิได้รับทุนใดในการสอบครั้งเดียวกันนี้ เป็นผู้มีสิทธิได้รับทุนแทน
7. ให้ยกเลิกข้อความในข้อ 5.2 ของการแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการรับสมัคร สอบคัดเลือก และตรวจข้อสอบ และใช้ข้อความต่อไปนี้แทน 5.2 คณะกรรมการสอบข้อเขียน ให้ศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดำเนินการออกข้อสอบข้อเขียนรับ-ส่งข้อสอบ สรรหาคณะกรรมการคุมสอบโดยประสานงานกับเขตพื้นที่การศึกษาตรวจข้อสอบ ประมวลผลข้อสอบ และส่งผลคะแนนสอบของผู้สอบได้คะแนนสูงสุด สามอันดับแรกของแต่ละอำเภอ/กิ่งอำเภอ พร้อมทั้งส่งรายชื่อผู้สอบได้ดังกล่าวให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อจัดสอบสัมภาษณ์
8. ให้ยกเลิกข้อความในข้อ 5.4 ของการแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการรับสมัคร สอบคัดเลือก และตรวจข้อสอบและใช้ข้อความต่อไปนี้แทน 5.4 คณะกรรมการจากส่วนกลางเพื่อรับเรื่องร้องเรียนให้กระทรวงศึกษาธิการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน หรือให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการคัดเลือกผู้รับทุน กรณีมีข้อปัญหาใดๆ ให้เสนอที่ประชุมคณะกรรมการโครงการทุนศึกษาต่อของนักเรียนจากทุกอำเภอและกิ่งอำเภอในระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี) เพื่อพิจารณา และถือมติที่ประชุมคณะกรรมการฯ เป็นที่สิ้นสุด
9. ให้ยกเลิกข้อความในข้อ 6.8 ของระยะเวลาดำเนินงานในการรับสมัครและสอบคัดเลือก และใช้ข้อความต่อไปนี้แทน 6.8 ผู้ได้รับการคัดเลือกให้รับทุนรายงานตัว วันที่ 13 - 17 มีนาคม 2549

ขยายเวลาการรับสมัครผู้รับทุนโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน

ขยายเวลาการรับสมัครผู้รับทุนโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน
ตามที่ คณะกรรมการโครงการทุนศึกษาต่อของนักเรียนจากทุกอำเภอและกิ่งอำเภอในระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี) ได้มีประกาศคณะกรรมการฯ เรื่อง การคัดเลือกผู้รับทุนรัฐบาลตามโครงการทุนศึกษาต่อของนักเรียนจากทุกอำเภอและกิ่งอำเภอในระดับอุดมศึกษา(ปริญญาตรี) รุ่นที่ 2 (ปีการศึกษา 2549) ลงวันที่ 20 กันยายน 2548 และ เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศการคัดเลือกผู้รับทุนรัฐบาลตามโครงการทุกศึกษาต่อของนักเรียนจากทุกอำเภอและกิ่งอำเภอในระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี) รุ่นที่ 2 (ปีการศึกษา 2549) ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2548 นั้น
เพื่อเป็นการกระจายโอกาสให้นักเรียนได้สมัครรับทุนอย่างทั่วถึง จึงเห็นสมควรขยายเวลาการรับสมัครทุนไปจนถึงวันที่ 16 มกราคม 2549 และแก้ไขกำหนดระยะเวลาการดำเนินการในกระบวนการคัดเลือกผู้รับทุน ดังนี้
1. รับสมัคร 1 พ.ย. 48 - 16 ม.ค. 49
2. ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบข้อเขียน 23 ม.ค. 49
3. สอบข้อเขียนพร้อมกันทุกจังหวัด 29 ม.ค. 49
4. ประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านข้อเขียน 14 ก.พ. 49
5. สอบสัมภาษณ์ 25 ก.พ. 49
6. สพท.ส่งคะแนนสอบสัมภาษณ์ไปยังกระทรวงศึกษาธิการ 3 มี.ค. 49
7. ประกาศรายชื่อผู้ได้รับทุนอย่างเป็นทางการ 17 มี.ค. 49
8. ผู้ได้รับทุนรายงานตัว 20 - 24 มี.ค. 49
นอกจากข้อความเพิ่มเติมข้างต้น ให้เป็นไปตามประกาศเดิม
ประกาศ ณ วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2548

*** เลื่อนวันสอบสัมภาษณ์เป็นวันที่ 4 มีนาคม 2549
เนื่องจากวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2549 ซึ่งกำหนดให้เป็นวันสอบสัมภาษณ์ผู้สมัครโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน ตรงกับวันสอบ O-NET สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการจึงขอเลื่อนวันสัมภาษณ์ออกไปเป็นวันที่ 4 มีนาคม 2549จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบโดยทั่วกัน
24 มกราคม 2549

สกัดเหลือบสูบโอกาสคนจน

สกัดเหลือบสูบโอกาสคนจนหวยบนดิน
หรือสลากกินแบ่งรัฐบาล เลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว ที่คนหาเช้ากินค่ำ ยอมเจียดเงิน ในกระเป๋าเพื่อหวัง ต่อทุน หรือบางรายก็ถึงขั้นวาดฝัน ถูกรางวัลแจ็กพอต เป็นเศรษฐีในพริบตา จากการเสี่ยงดวงเดือนละ 2 ครั้ง
แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อที่กำไร ที่กองสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้รับในแต่ละงวดจากการออกสลากเลขท้าย เป็นเงินก้อนโต และพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ ถึงหลักร้อยล้าน พันล้านบาท
และเงินก้อนนี้เองที่เป็นแหล่งสนับสนุนงบประมาณ สำหรับสารพัดโครงการของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการความคล่องตัวในการบริหารงาน และต้องการคืนกำไรให้กับชาวบ้าน
โครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน หรือ “ทุนหวย” ก็เป็นหนึ่งในโครงการที่นำเงินรายได้ส่วนเกิน ของการออกสลากเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัวก้อนนี้ ที่แบ่งมาเพื่อให้ทุนการศึกษาสำหรับเด็กนักเรียนยากจนแต่เรียนดี ให้มีโอกาสได้ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ
จนถึงวันนี้เรียกได้ว่า นักเรียนทุนหวยรุ่นแรก ได้ผ่านการเรียนในและ ต่างประเทศมาครบ 1 ปีเต็มแล้ว ทั้งขณะนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ก็กำลังเปิดรับสมัครนักเรียนเพื่อรับทุน หวยรุ่นที่สองอยู่ การสำรวจโครงการว่ามีความประสบ ผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด รวมถึงจุดอ่อนเพื่อเร่งแก้ไข และให้การส่งเด็กทุน ไปศึกษาต่อต่างประเทศ ได้รับประโยชน์ที่คุ้มค่าที่สุด จึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้าม
ผศ.ดร.ศิรินันท์ กิตติสุขสถิต ดร.ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดทำโครงการติดตามประเมินผล โครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งทุนจาก เงินรายได้ส่วนเกินของการออกสลากเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว
“ทีมการศึกษา” ขอย้อนรอยถึงที่มาของทุนหวยก้อนนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากไอเดียของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้โอกาสกับเด็กยากจนเรียนดี อำเภอละ 1 คน ทั่วประเทศ ได้เรียนต่อในระดับอุดมศึกษา โดยให้เด็กเป็นผู้เลือกเองว่า จะเรียนต่อในมหาวิทยาลัยในประเทศหรือต่างประเทศ โดยเริ่มต้นตั้งแต่เดือน ม.ค. 2547 และคัดเลือกนักเรียนทุนรุ่นแรกได้จำนวน 921 คน มีนักเรียนเลือกเรียนต่อต่างประเทศ 739 คน กระจายไปใน 16 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ สเปน รัสเซีย อียิปต์ สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เบลเยียม ออสเตรีย สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สวีเดน อิตาลี เดนมาร์ก จีน มาเลเซีย อินเดีย ส่วนนักเรียนที่เลือกเรียนต่อในประเทศ 182 คน ซึ่งส่วนใหญ่จะเรียนในมหาวิทยาลัยรัฐ
จากงานวิจัยระบุว่า นักเรียนโครงการ หนึ่งทุนหนึ่งอำเภอ หรือ One District One Scholarship หรือ ODOS ซึ่งเด็กๆที่ได้รับทุน จะเรียกตัวเองว่า กลุ่มเด็กโอดอสนี้ พบว่า เด็ก 404 คน หรือ ร้อยละ 53 มีพ่อแม่เป็นเกษตรกร ร้อยละ 21 มีอาชีพรับจ้างทั่วไป และร้อยละ 13 มีอาชีพค้าขายหรืองานอิสระ มีรายได้ครอบครัวเฉลี่ย 5002,000 บาทต่อเดือน ร้อยละ 90.53 ไม่เคยมีประวัติการรับทุนอื่นๆมาก่อน แสดงให้เห็นว่า ทุนนี้ได้ให้โอกาสกับเด็ก ตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการ
หันมามองเรื่องการปรับตัวของนักเรียนทุนในประเทศ ส่วนใหญ่สามารถปรับตัว ได้ดี ตั้งใจเรียนดี ผลการเรียนในภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี
ส่วนการปรับตัวของนักเรียนทุนต่างประเทศ มีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย มุ่งมั่นตั้งใจเรียน มีความรักกันในหมู่พวกพ้องมาก มีพัฒนาทางภาษาดีมาก กระตือรือร้นในการเรียน ไม่เคยขาดเรียนโดยไม่จำเป็น นักเรียนที่อยู่ในประเทศที่มีการแข่งขันสูงในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เช่น ญี่ปุ่น จะพบว่า นักเรียนมีความกดดันมากที่จะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้
ผลดีที่พบก็คือ เกิดการตื่นตัว ในกลุ่มนักเรียน ม. ปลาย โดยเฉพาะโรงเรียนห่างไกล และผลการเรียนของ เด็กก็ดีขึ้นผิดหูผิดตา เพราะต้องการสอบชิงทุนนี้
แต่จุดอ่อนที่งานวิจัยนี้ค้นพบก็คือ
ข้อสอบที่ให้ในการคัดเลือกไม่ได้ มาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ
ไม่มีการประเมินจิตสำนึกต่อ การกลับมาทำงานในประเทศ การเตรียมตัวเพื่อศึกษาต่อต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศ ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ ต้องใช้เวลาเตรียมตัวให้มากขึ้น
ทุนไม่มีข้อผูกมัดซึ่งน่าเป็นห่วงว่า จะมีเด็กส่วนหนึ่งกลับมาทำงาน ไม่ตรงตามสาขาที่เรียน หรือไม่กลับมา ทำให้เกิดความสูญเปล่า ไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าด้วยว่า สาขาที่เรียนต้องเป็นสาขาที่ประเทศต้องการจริงๆ เพราะบางสาขาประเทศไทยก็มีความเข้มแข็งไม่แพ้ชาติอื่น
เมื่อทราบจุดบอดจากการ ดำเนินการในรุ่นแรกแล้ว ในส่วนของรุ่นสองนั้น จึงต้องมีการแก้ไข โดยการส่งเด็กเรียนต่อต่างประเทศ ควรยึดความต้องการและ ความจำเป็นในการพัฒนาประเทศ เป็นหลักในการกำหนด สาขาการเรียนของเด็ก ไม่ยึดความต้องการ ของเด็กมากเกินไป ควรเพิ่มทุนระดับอาชีวศึกษาด้วย
ที่สำคัญข้อสอบและระบบการคัดเลือกเด็กต้องมีมาตรฐาน ให้ได้เด็กตรงตามคุณสมบัติที่ต้องการ และต้องป้องกันปัญหา “เด็กฝาก” โดยเฉพาะการตรวจสอบเงินรายได้ของผู้ปกครอง ต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี อย่างเคร่งครัด ซึ่งเรื่องนี้มีเสียงห่วงใยจากที่ปรึกษางานวิจัย รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์จากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า
มีการวางตัวเด็กที่จะรับทุนไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งเป็นลูกของผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ซึ่งต้องมีระบบตรวจสอบที่เข้มข้น
ส่วนเด็กทุนในประเทศ จะต้องให้มหาวิทยาลัยรัฐภายในประเทศ ให้ความสำคัญกับ เด็กกลุ่มดังกล่าว และเปิดช่องทางอีกช่องหรือโควตาให้เด็กกลุ่มนี้ได้เข้าเรียน
การให้ทุนต้องมีสัญญาผูกมัดชัดเจน ว่าเด็กจะต้องกลับมาทำงานรับใช้ชาติ มีตำแหน่งงานรองรับ เพื่อให้เด็กมีความมั่นใจว่า เรียนจบแล้วมีงานทำ จะส่งผลให้เด็กมุ่งมั่นในการเรียนมากขึ้น ในระหว่างนี้ยังมีเวลาอีกหลายปี ที่จะทำการปลูกจิตสำนึก ให้เด็กทุนกลับมาทำงานรับใช้ ประเทศชาติ ผ่านทางพ่อแม่ ซึ่งมีการติดต่อสื่อสารกับลูก หลานอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา
และสิ่งสำคัญที่สุด “ทีมการศึกษา” ขอฝากเยาวชนทุกคนที่ได้รับการคัดเลือกเข้า โครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน เมื่อได้รับโอกาสแล้ว นอกจากจะต้องกอบโกยความรู้จากนานาอารยประเทศแล้ว ยังต้องมีความสำนึกรักบ้านเกิด และรู้จักที่จะหยิบยื่นโอกาสที่เคย ได้รับนี้ส่งต่อให้กับผู้ด้อยโอกาสคนอื่นในสังคม
รู้จักคืนทุนให้แผ่นดินด้วยการเป็น “ผู้ให้”.