“จรวยพร” สรุปผลเด็ก 1 ทุน 1 อ.ส่ง “น้องเขยแม้ว” เตรียมเดินหน้ารุ่น 3

“จรวยพร” เผยเตรียมรายงานสรุปผลการดำเนินงานเด็ก 1 ทุน 1 อ. ให้ “น้องเขยแม้ว” ก่อนเดินหน้ารุ่น 3 ด้าน “สุเมธ” ปิ๊งไอเดียหนุนเด็กทุนเรียนต่อโท-เอก ผ่านทุนพัฒนาอาจารย์ ภายใต้เงื่อนไขจบแล้วกลับมาทำงานในมหาวิทยาลัย ขณะที่ “อภิสิทธิ์” สอน รมว.ศธ.มีทุนการศึกษาโดยไม่ต้องพึ่งทุนหวย

นางจรวยพร ธรณินทร์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า สืบเนื่องมาจาก นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้ สำนักงานปลัด ศธ.ไปศึกษารายละเอียดการดำเนินการโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน ทั้ง 2 รุ่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำมาปรับปรุงแล้วนำมาใช้ในรุ่นที่ 3 นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) มีแนวคิดว่าจะให้นักเรียนทุนที่จบการศึกษาในสาขาที่ขาดแคลนและมีผลการเรียนดีมาเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย และ สกอ.จะให้ทุนศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก

ดังนั้น ทางคณะทำงานจะทำข้อมูลรายละเอียดว่า รุ่นที่ 1 และ 2 เป็นรายบุคคลว่ากำลังเรียนอยู่ที่ไหน สาขาอะไร

“เรื่องนี้จะประสานไปยังสถานเอกอัครราชทูตว่านักเรียนทุนรุ่นที่ 1-2 กำลังเรียนอยู่ที่ไหน สาขาอะไร และผลการเรียนเป็นเช่นไรบ้าง ซึ่งรุ่นที่ 2 เด็กกำลังเรียนภาษาแต่จะดูพัฒนาการด้านภาษามีความก้าวหน้ามากน้อยแค่ไหน เพื่อจะได้แนะนำว่าควรเรียนต่อในมหาวิทยาลัยแห่งใด อีกทั้งมีแผนจะให้นักเรียนทุนได้มาพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ส่วนนักเรียนทุนคนไหนมีปัญหาจะประสานกับ สกอ.ให้มหาวิทยาลัยเอกชนรองรับให้แก่นักเรียนด้วย”

สำหรับนักเรียนทุนรุ่นที่ 3 นั้น นางจรวยพร กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีจำนวนกี่ทุน แต่ 2 รุ่นที่ผ่านมามีรุ่นละ 925 ทุน ซึ่งเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับ รมว.ศธ.ว่าจะมีจำนวนทุนเท่าเดิมหรือไม่ แต่อย่างไรก็ดี ในรุ่นที่ 3 จะขอทุนสำหรับเด็กอาชีวศึกษา 76 ทุน โดยเด็กจะต้องเป็นนักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษานอกโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และนักเรียนจะต้องเลือกเรียนในสาขาอุตสาหกรรม เทคโนโลยี โลจิสติก ปิโตรเคมี ยกเว้นสายพาณิชย์ เช่น การตลาด บัญชี ส่วนที่เหลืออีก 819 ทุนจะเป็นทุนสำหรับนักเรียนสายสามัญ จะให้เรียนในสาขาวิชาที่ขาดแคลน และประเทศที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษ ทั้งนี้ จะเสนอที่ประชุมว่านักเรียนทุนรุ่นที่ 3 ให้มีการเตรียมเรียนภาษาในประเทศก่อนเดินทางไปเรียนต่ออย่างน้อย 1 ปีหรือจนกว่ามหาวิทยาลัยในต่างประเทศตอบรับ เหตุผลที่ให้เน้นเตรียมความพร้อมด้านภาษาให้แก่เด็ก เวลาไปเรียนยังต่างประเทศจะได้ไม่มีปัญหาด้านการสื่อสารในและการเรียนในชั้นเรียน

ด้าน ดร.สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เล่าให้ฟังว่า ตนไปเจอนักเรียนในโครงการ 1 อ. 1 ทุนที่ประเทศฝรั่งเศสคนหนึ่ง ผลการเรียนดีมากและเด็กคนนี้เรียนจบปริญญาตรีแล้ว จึงมีแนวคิดจะส่งเสริมเด็กทุนที่เก่งๆ เช่นนี้เรียนต่อจนจบปริญญาโทและปริญญาเอก แล้วกลับมาเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยของประเทศไทย หากเรามีเด็กเก่งๆ จำนวนมากมาเป็นอาจารย์สอนจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาไทย จึงได้เสนอ รมว.ศธ.ว่าควรจะสนับสนุนให้เด็กเก่งเรียนต่อปริญญาโทและเอก แต่ที่ผ่านมายังไม่มีการติดตามผลการเรียนของเด็ก จึงขอให้การตรวจสอบผลการเรียนของเด็กทุนทุกคนว่ามีผลการเรียนเช่นไร หากพบว่าเป็นเด็กเก่งก็จะเสนอให้ทุนเรียนต่อระดับปริญญาโทและเอก เพียงแต่มีเงื่อนไขว่าต้องกลับมาเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยในไทยภายหลังเรียนจบแล้ว

“จริงๆ แล้ว สกอ.และมหาวิทยาลัยมีทุนพัฒนาอาจารย์ เพื่อส่งเสริมให้เรียนต่อในระดับที่สูงอยู่แล้ว หากเราได้นักเรียนที่เก่งแล้วส่งเสริมให้เขาเรียนต่อปริญญาโทและเอก ในสาขาที่ขาดแคลน เมื่อเด็กรียนจบแล้วให้กลับมาเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยที่เซ็นสัญญาให้ทุนไว้ ส่วนเรื่องที่จะเรียนต่อมหาวิทยาลัยแห่งไหน แต่อยากให้เด็กทุนเลือกเรียนมหาวิทยาลัยเกรดเอ มากกว่าเกรดบี และซี โดย สกอ.จะประสานกับสถานเอกอัครราชทูต เพื่อขอคำแนะนำว่าควรเลือกเรียนมหาวิทยาลัยแห่งใด และการเสนอทุนให้เด็กเรียนต่อปริญญาโทและเอก ตนจะเสนอ รมว.ศธ.ปลายเดือน มี.ค.นี้” เลขาธิการ กกอ. กล่าว

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในฐานะ รมว.ศธ.(เงา)กล่าวว่า นายสมชายควรจะกลับมาทบทวนหากจะนำเงินหวยบนดินมาสนับสนุนเรื่องทุนการศึกษาเพราะขณะนี้ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และรมว.คลัง กำลังโดนตรวจเกี่ยวกับคดีหวยบนดินที่เกิดขึ้นในรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ

“ขอถามนายสมชายว่าจำเป็นมากน้อยแค่ไหนที่ต้องฟื้นเรื่องหวยบนดินขึ้นมา ความจริงเงินที่ใช้หนุนเรื่องทุนการศึกษาสามารถหาได้โดยไม่ต้องพึ่งเงินจากหวย เพราะงบประมาณไม่เยอะขนาดนั้น ผมมีความรู้สึกว่ารัฐบาลพยายามนำเรื่องทุนไปผูกกับการฟื้นหวยบนดินขึ้นมา ที่สำคัญไม่อยากให้นักเรียนคิดว่าที่ได้ทุนเพราะมีหวยบนดิน” นายอภิสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา : http://www.manager.co.th - 11 มีนาคม 2551

ศธเล็งฟื้นโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุนรุ่น 3 ให้ทันปีงบฯ51นี้

ศธ.เตรียมฟื้นโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุนรุ่น 3 ให้ทันปีงบประมาณ 2551 ชงข้อมูลเสนอ รมว.ศธ. ตัดสินใจว่า จะแจกทุนให้เด็กเลือกเรียนต่อทั้งในและต่างประเทศ หรือให้เรียนต่อต่างประเทศอย่างเดียว พร้อมให้คิดหาเงินมาอัดฉีดโครงการด้วย กรณีเรียนต่อต่างประเทศใช้เงินประมาณ 1 ล้านบาทต่อคนต่อปี รวมทั้งหมดแจก 926 ทุน ด้าน สกอ.เตรียมต่อยอดโครงการ ให้ทันเด็กODOS ที่เรียนดีเรียนต่อป.โท และ ป.เอก โดยมีเงื่อนต้องกลับมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เป็นสปอนเซอร์

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ดร.จรวยพร ธรณินทร์ ปลัดศธ. เปิดเผยว่า ศธ.เตรียมเสนอให้คณะกรรมการโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน One District One Scholarship (ODOS) ซึ่งมีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน พิจารณาจัดสรรทุนโครงการดังกล่าวต่อเป็นรุ่นที่ 3 หลังจากโครงการนี้หยุดชะงักไปในช่วงของรัฐบาลที่ผ่านมา ทำให้ในปีการศึกษา 2550 ไม่มีการจัดสรรทุนเรียนต่อปริญญาตรีทั้งในและต่างประเทศให้นักเรียนยากจนเรียนดีในแต่ละอำเภอ

ปลัดศธ. กล่าวต่อว่า ทุนรุ่น 3 นั้นจะเสนอจัดสรรทั้งสิ้น 926 ทุน แบ่งเป็นทุนที่จัดสรรให้นักเรียนมัธยมปลาย ที่เรียนดีในอำเภอและกิ่งอำเภอ รวม 819 ทุน ที่เหลืออีก 76 ทุน จะจัดสรรให้นักเรียนสายอาชีวะศึกษาที่เรียนดีแต่ยากจนได้มีสิทธิ์สมัครคัดเลือกเพื่อรับทุนนี้ด้วยจังหวัดละ 1 ทุน อย่างไรก็ตาม ทุนสายอาชีวะนั้นจะเสนอให้ทุนสนับสนุนเฉพาะผู้เลือกเรียนในสาขาขาดแคลนที่สภาการศึกษาและสภาพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติกำหนดไว้ อาทิสาขาขนส่งยานยนต์ ปิโตรเคมี เป็นต้น ส่วนสาขาพาณิชย์ บัญชี นั้นไม่สนับสนุนให้ทุน เพราะในประเทศผลิตคนสาขานี้มากแล้ว ทั้งนี้จะส่งเด็กสายอาชีวะไปเรียนในประเทศที่มีความเชี่ยวชาญทางอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยขาดแคลน

”อย่างไรก็ตาม การฟื้นโครงการขึ้นมาใหม่ในคราวนี้ศธ.จะขอให้คณะกรรมการโครงการ ODOS พิจารณาหาแหล่งเงินสนับสนุนการแจกทุนรุ่นที่ 3 และพิจารณาชี้ขาดว่าจะให้นักเรียนทุนเลือกเรียนต่อได้ทั้งในและต่างประเทศเหมือนเดิม หรือจะให้เลือกเรียนเฉพาะต่างประเทศเพียงอย่างเดียว ซึ่งหากเด็กเลือกเรียนต่างประเทศค่าใช้จ่ายจะตกประมาณ 1 ล้านบาทต่อคนต่อปี หากเลือกเรียนในประเทศค่าใช้จ่ายจะประมาณ 3 แสนบาทต่อคนต่อปี “ ปลัด ศธ. กล่าว

ดร.จรวยพร กล่าวต่อว่า ได้มีการเสนอเงื่อนไขสำหรับนักเรียนทุนที่เลือกเรียนต่อต่างประเทศ โดยกำหนดให้นักเรียนจะต้องเรียนภาษาของประเทศที่เลือกศึกษาต่อในประเทศไทยก่อนอย่างน้อย 1 ปี แล้วค่อยส่งไปเรียนประเทศนั้นๆต่อเมื่อมหาวิทยาลัยของประเทศนั้นๆตอบรับที่จะรับเด็กเข้าเรียน เพื่อให้แน่ใจว่า เด็กมีความพร้อมเพียงพอที่จะเรียนต่อ

ทั้งนี้ โครงการ ODOS รุ่น 3 นี้ศธ.จะผลักดันให้เกิดทันปีงบประมาณ 2551 ขณะนี้ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลโครงการ ไปรวบรวมข้อมูลว่า นักเรียนทุน ODOS รุ่น 1 นั้นสำเร็จการศึกษาแล้วกี่ราย รุ่น 2 สามารถเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยทั้งในต่างประเทศแล้วกี่ราย ทั้งนี้นายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)ได้มีข้อเสนอที่จะคัดเลือกเด็กจำนวนหนึ่งที่เรียนจบจากต่างประเทศภายใต้โครงการ ODOS เข้าบรรจุทำงานเป็นอาจารย์ใหม่ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ และ สำหรับเด็กที่มีผลการเรียนดีมาก สกอ.จะคัดเลือกหาทุนให้ไปเรียนต่อปริญญาโท ปริญญาเอก ด้วย

อนึ่งโครงการ ODOS เดิมนั้นเป็นโครงการที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากโครงการขายหวยบนดินเลขท้าย 2-3 ตัว เมื่อโครงการหวยบนดินถูกยกเลิกไป จึงต้องหันมาใช้งบประมาณแผ่นดินสนับสนุน โดยประมาณการว่า ถ้าจะให้นักเรียนทุน ODOS เรียนจบปริญญาตรีในแต่ละรุ่น รัฐต้องใช้เงินสนับสนุนรุ่นละประมาณ 3.7 พันล้านบาทเพื่อจ่ายเป็นทุนการศึกษาเด็ก โครงการ ODOS รุ่นแรกเริ่มไปเมื่อปีการศึกษา 2547 แจกทุนทั้งหมด 921 ทุนจาก 926 อำเภอ เด็กเลือกเรียนในประเทศ 182 คน ต่างประเทศ 739 คน โครงการ ODOS รุ่น 2 ดำเนินการในปีการศึกษา 2549 แจกทุน 915 ทุน จาก 926 อำเภอ เด็กเลือกเรียนในประเทศ 155 คน ต่างประเทศ 760 คน

ด้าน ดร.สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการกกอ. กล่าวเสริมว่า ตนได้เจอนักเรียนทุน ODOS ที่ประเทศฝรั่งเศสคนหนึ่งที่เก่งมาก และขณะนี้เด็กคนนี้เรียนจบแล้ว จึงมีแนวคิดจะส่งเสริมเด็กทุนที่เก่ง ๆ เช่นนี้เรียนต่อจนจบปริญญาโทและปริญญาเอก และกลับมาเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยของประเทศไทย ย จึงได้เสนอ รมว.ศธ. ว่าควรจะสนับสนุนให้เด็กเก่งเรียนต่อปริญญาโทและเอก แต่มีเงื่อนไขว่าต้องกลับมาเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยไทยเมื่อเรียนจบแล้ว ซึ่งจริง ๆ แล้ว สกอ.และมหาวิทยาลัยมีทุนพัฒนาอาจารย์ เพื่อส่งเสริมให้เรียนต่อในระดับที่สูงอยู่แล้ว ทั้งนี้ จะเสนอเรื่องการเสนอทุนให้เด็กเรียนต่อปริญญาโทและเอกแก่ รมว.ศธ.ปลายเดือนมี.ค. นี้

ที่มา : http://www.charuaypontorranin.com , กรุงเทพธุรกิจ - 11 มีนาคม 2551

สถิตินักเรียนทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น

สรุปจำนวนนักเรียนทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นที่กำลังศึกษา ณ ต่างประเทศ

ที่มา : http://www.ocsc.go.th - 1 มีนาคม 2551

"สมชาย" รอฟื้นหวยบนดินใช้เงินหนุนโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุนรุ่น 3

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน รุ่น 3 ว่า เรื่องดังกล่าวจะสานต่ออย่างแน่นอน แต่จะรอดูว่าจะนำงบประมาณส่วนใดมาดำเนินการ แต่แนวโน้มของแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน รุ่นที่ 3 คือ การขอใช้เงินรายได้จากการจำหน่ายสลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว หรือ หวยบนดิน หรืออาจจะขอความร่วมมือจากภาคเอกชนให้สนับสนุนโครงการ ซึ่งก็มีหลายแห่งที่ต้องการเข้ามาช่วย อย่างไรก็ตาม เรื่องที่อาจจะนำงบประมาณปกติมาใช้ดำเนินการคงไม่มีแน่นอน

"ผมคิดว่าหวยบนดินจะฟื้นแน่นอน แต่ว่าถ้าจะนำเงินจากการขายหวยบนดินมาใช้ครั้งนี้ก็จะดูช่องทางการใช้ให้ถูก เพราะในอดีตมีการกล่าวหาว่ากำไรจากการขายหวยนำมาใช้ไม่ถูก ซึ่งเราก็ต้องรับฟังเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา โดยในส่วนนี้คงรอดูทิศทางจากกระทรวงการคลังก่อนและต้องรอดูด้วยว่า เมื่อฟื้นหวยบนดินขึ้นมาแล้ว จะมีรายได้เข้ามาเท่าใด อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่า โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน รุ่น 3 ทำแน่เพราะเป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อเด็ก และทุกคนรอดูอยู่ แต่ขอดูเรื่องเงินก่อนอย่างเดียว สำหรับจำนวนทุนที่จะให้จะเป็นเช่นไรนั้น ทราบว่ารัฐบาลที่แล้วกำหนดหลักเกณฑ์ให้ทุนรุ่นที่ 3 นี้ เขตพื้นที่ละ 2 ทุน และอาชีวะอีกจังหวัดละทุน รวมเป็น 432 ทุน ซึ่งเข้าใจว่า เพราะรัฐบาลที่แล้วกลัวว่าจะไม่มีเงิน เลยลดจำนวนทุนลงไป อย่างไรก็ตาม ต้องมาพิจารณาข้อมูลอีกครั้ง หากแนวทางใดให้ประโยชน์แก่เด็กมากที่สุดก็จะเลือกทางนั้น"

ที่มา : http://www.moe.go.th , http://www.banmuang.co.th

นักวิชาการยำ 1 อ.1 ทุน ชี้ลงทุนสูง ผลตอบแทนต่ำ

“สมพงษ์” ติงโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน ใช้งบสูง แต่ผลตอบกลับมาสู่สังคมต่ำ ไม่มีแนวทางให้เด็กทำประโยชน์ให้กับท้องถิ่น ส่วนสาขาที่ส่งไปศึกษายังต่างประเทศยังไม่คำนึงถึงความต้องการของประเทศ เชื่อรัฐฟื้นหวย 2 ตัว 3 ตัว นำเงินกลับมาใช้ ฝากรัฐหากฟื้น 1 อำเภอ 1 ทุน ให้สรรหาคณะกรรมการคัดเลือกให้ดี อย่าให้การเมืองแทรกแซง

นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการดำเนินโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ว่า เรื่องนี้เป็นนโยบายที่ดำเนินการมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่รัฐบาลปัจจุบันจะสานต่อโครงการในรุ่นที่ 3 เพราะถือเป็นจุดขายอันดับ 1 ของรัฐบาล อีกทั้งยังเป็นนโยบายประชานิยมทางการศึกษาที่ชัดเจนมาก แต่ก็เป็นนโยบายที่ให้โอกาสเด็กยากจนได้เรียนต่อในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวใช้งบประมาณลงทุนที่สูงมาก แต่ผลตอบรับที่ตอบกลับมาให้สังคมค่อนข้างต่ำ เนื่องจากการดำเนินโครงการในรุ่นที่ 1-2 รัฐบาลไม่ได้หาแนวทางรองรับสำหรับเด็กที่จบมาแล้วว่า หากจบมาแล้วจะทำประโยชน์ให้กับท้องถิ่นของตนเองได้อย่างไร ขณะเดียวกัน สาขาวิชาที่ส่งให้เด็กไปศึกษาต่อ ก็มีความเข้มข้นน้อย เนื่องจากให้เด็กเป็นผู้เลือกคณะและประเทศที่ต้องการเอง โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ และความต้องการของประเทศ เช่น ส่งนักเรียน 1 ทุน 1 อำเภอ จำนวนประมาณ 40-50 คน ไปเรียนคณะบริหารการโรงแรมที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งที่ประเทศไทยสามารถจัดการเรียนการสอนด้านนี้ได้ดีกว่า นอกจากนั้นก็ไม่มีการติดตามผลการดำเนินงานที่จริงจังเพียงพอ

“โครงการ 1 ทุน 1 อำเภอที่ผ่านมา มาตรฐานค่อนข้างย่อหย่อน และขาดการเอาจริงเอาจัง เด็กที่ไปเรียนจะรู้สึกเพียงว่าตัวเองสมหวังตามความต้องการที่อยากไปเรียนในต่างประเทศ แต่จะไม่ให้ความสำคัญกับการเรียนเท่าใดนัก ดังนั้น การให้ทุนจึงควรมีการกำหนดให้ชัดเจนว่าจะส่งไปในสาขาและประเทศใดบ้าง เพื่อให้นักเรียนได้นำความรู้กลับมาใช้ประโยชน์ในท้องถิ่นของตนเองได้ ไม่ใช่เปิดกว้างเกินไปอย่างที่ผ่านมา มิเช่นนั้นจะเป็นโครงการประชานิยมที่สร้างภาพ และคุณภาพการบริหารจัดการที่ตกต่ำ”

นายสมพงษ์ กล่าวอีกว่า หากรัฐบาลปัจจุบันยืนยันที่จะสานต่อโครงการ 1 ทุน 1 อำเภอในรุ่นที่ 3 ก็ควรที่จะศึกษาถึงข้อดี และข้อเสีย รวมทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการในรุ่นที่ 1-2 เพื่อมาพิจารณาว่าจะต้องมีการปรับปรุงในส่วนใดบ้าง ทั้งนี้ ในส่วนของงบประมาณที่จะนำมาสนับสนุนโครงการนั้นไม่น่ามีปัญหา เพราะมั่นใจว่ารัฐบาลชุดนี้จะต้องรื้อฟื้นสลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว กลับมา และนำมาเงินมาใช้กับโครงการนี้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม อยากให้รัฐบาลสรรหาคณะกรรมการที่จะคัดเลือกผู้มารับทุนให้เหมาะสม อย่าให้ตกเป็นเหยื่อของนักการเมือง เพราะคนเหล่านี้จะพร้อมปฏิบัติตามความต้องการของนักการเมือง และจะส่งผลให้เด็กที่ได้รับทุนไม่ใช่เด็กที่ยากจนจริงๆ จะกลายเป็นเด็กทุนตัวปลอมที่แย่งโอกาสคนอื่น

ที่มา : http://manager.co.th